จะหาไหน.....เทียมเสมือน
posted on 22 Jul 2009 19:54 by moomleklek in Anything
ระหว่างที่เครียดๆ กับงาน....
ละสายตาจากโต๊ะ....พบหนังสือเลิ่มหนึ่งที่คุณนายยืมมาจากห้องสมุด....
พลิกอ่านคร่าวๆ......มีแต่เรื่องราวที่น่าดึงดูด.....
อ่านจนเกือบจบเล่มในคราวเดียว.......
หนังสือเล่มนี้ชื่อ....."พระอารมณ์ขันในสมเด็จพระเทพฯ"
เขียนมานานแล้วโดยคุณวิลาศ มณีวัต.....
เลือกหยิบเอาข้อความบางตอนมาฝาก.....
เพื่อให้พวกเราได้ชื่นชมทั้งพระอารมณ์ขัน...และพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน.....
........................
ทรงเล่าต่อไปถึงประสบการณ์ครั้งแรกว่า
"ครั้งแรกนั้นข้าพเจ้าได้รับประทาน (เนื้อหมา) ตอนที่ไปโครงการชลประทานแถว ๆ
จังหวัดเชียงราย มีพวกฮ่อเขาไปซื้อหมาของอีก้อ แล้วต้มเค็มกับเครื่องยาจีน
ซึ่งเขาบอกว่าแพงมาก
ตอนนั้นข้าพเจ้ารับประทานไป ๕ ชิ้น รู้สึกว่าไม่อร่อยเป็นพิเศษ
เพราะเนื้อหมามีลักษณะคล้าย ๆ เนื้อหมู มีมันมากกว่า แล้วเหนียวด้วย
เนื้อหมาทีจีนอร่อยดีมาก ไม่เหนียว รสกลมกล่อม
ข้าพเจ้าจึงรับประทานหมดจาน คนที่ดีใจว่าได้รับประทานหมาอีกคน คือ คุณหมอดนัย
คราวที่แล้วรู้สึกว่าเสียเปรียบข้าพเจ้าเพราะไปออกหน่วยแพทย์เสียอีกทางหนึ่ง
ผู้ที่ไม่ยอมรับประทานหมาอีกคนคือป้าจัน เพราะไปเห็นหมาดำกระดุกกระดิกอยู่เรื่อย ๆ
ท่านผู้ว่าฯ อธิบายว่า สุนัขที่ใช้ต้องมีอายุ ๕-๖ เดือน เป็นหมาดำถึงจะดี
"สิ่งที่รับประทานกับหมาดำ เป็นซุปที่เขียนไว้ในเมนูว่า 'ซุปไก่ตุ๋นในหม้อ'
ต้องอธิบายนิดหน่อยว่า หม้ออันนี้เป็นหม้อพิเศษ ซึ่งใช้ทำไก่อัด (ทั้งตัว)
ใคร ๆ เช่น ป้าไล ตุ๋ย ต่างซื้อกันใหญ่
ท่านผู้ว่าฯ กระซิบว่า นี่ไม่ใช่ไก่ แต่เป็นตุ๊กแก
ข้าพเจ้าเป็นคนสำคัญก็ได้กินมากหน่อย คนอื่น ๆ ได้กินแต่น้ำซุปหรือเนื้อไก่เท่านั้นแหละ
ไม่ใช่ตุ๊กแกจริง ๆ ว่าแล้วก็หันไปสั่งลูกน้องให้เลือกเฉพาะตรงที่เป็นตุ๊กแกมาให้ข้าพเจ้า
ถึงสองถ้วย เนื้อตุ๊กแกในซุปนี้ไม่ค่อยน่าเกลียด เขาลอกหนังออกหมดแล้วหั่นเป็นท่อน ๆ
ที่มีขาติดเขาก็ตัดออก ท่านผู้ว่าฯ อธิบายวิธีรับประทานว่า กระดูกตุ๊กแกก็รับประทานได้
แต่ขอให้เคี้ยวละเอียด ๆ ให้รับประทานมาก ๆ เพราะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ช่วยระบบประสาทและแก้หืด
กล่าวพลางสั่งลูกน้องว่าอะไรอีกไม่ทราบ ลูกน้องคนนั้นหายไปและกลับมา
พร้อมกับตุ๊กแก (เป็น ๆ) ตัวหนึ่ง ผูกติดไม้มาส่งให้ข้าพเจ้า
ตั้งแต่เกิดมาข้าพเจ้าก็ไม่เคยจับตุ๊กแก รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามันน่าเกลียดน่ากลัว
ในกระบวนสัตว์ต่าง ๆ ให้น่าเกลียดแสนน่าเกลียด เช่น ไส้เดือน กิ้งกือ หนอน
แม้แต่บุ้งก็เคยจับ กลัวอยู่สองอย่างคือ ตุ๊กแกกับคางคก วันนั้นเลยลองจับตุ๊กแก
เขาเตือนว่าอย่าจับตุ๊กแกที่ปากเพราะมันดุมาก อาจจะกัดเอาได้ ให้จับที่ตัวตุ๊กแก
ที่เขาเอามาให้ดูนั้นตัวไม่โตมากนัก ยาวประมาณคืบหนึ่ง เป็นสีเทา
หนังเรียบกว่าตุ๊กแกบ้านเรา ตาสีเหลือง
เมื่อข้าพเจ้าดูเสร็จแล้วเขาก็เอาไปโชว์ตามโต๊ะต่าง ๆ ภุชงค์ถึงกับเอาแว่นขยาย
ขึ้นมาส่อง ได้ความว่ากสิณให้ตุ๊กแกอ้าปากและตรวจดูคอ แอ๋วจัดการขอตุ๊กแก
มาให้กสิณเลี้ยง ซึ่งกสิณก็ได้แก้มัดแล้วเอาไปปล่อยไว้ที่ก้อนหิน ตกลงกสิณ
เป็นคนเดียวที่ได้ทำบุญในวันวิสาขบูชา โดยการปล่อยตุ๊กแกแทนการ
ปล่อยนกปล่อยปลาแบบธรรมดา ๆ
ตุ๊กแกนี้เป็นของแพงราคาตั้ง ๕-๖ หยวน เล่นเอาข้าพเจ้าอยากขายตุ๊กแกส่งออกนอก
เมื่อข้าพเจ้าเด็ก ๆ ได้มีโอกาสไปเมืองอังกฤษ เห็นตุ๊กแกขายในร้านขายสัตว์ราคาแพง
ถึงตัวละสองปอนด์ เล่นเอาอยากขายตุ๊กแกอยู่พักหนึ่ง ได้ทราบว่าอีสานมีคนจับตุ๊กแก
ส่งขายนอกประเทศเหมือนกัน"
ทรงพรรณนาต่อไปเพื่อเป็นการับรองคุณภาพและรสชาติของตุ๊กแกยูนนานว่า
"รสชาติของตุ๊กแกนี่ดีมาก คล้าย ๆ ไก่แต่เนื้อละเอียดกว่า ไม่ทราบว่าตุ๊กแกของข้าพเจ้า
ที่เมืองไทยจะอร่อยหรือเปล่า ตัวของข้าพเจ้าโตมาก ตัวสีออกฟ้า ๆ มีจุดสีแสด"
ที่รับสั่งถึง "ตุ๊กแกของข้าพเจ้า" คงจะหมายถึงตุ๊กแกที่อยู่ประจำในวังสวนจิตรฯ
ทรงอธิบายประกอบการเสวยตุ๊กแกว่า
"การกินอะไรประหลาด ๆ นี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเจริญสัมพันธไมตรี
เราได้รับการอบรมว่า การไปต่างประเทศทุกครั้งเป็นราชการ
ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น ฉะนั้นก็ไม่มีสิทธิอยากทำอะไรไม่อยากทำอะไร
ไปหรือไม่ไปต้องแล้วแต่เจ้าภาพ หน้าที่ของเราคือเป็นตัวแทนของประเทศ
ที่จะนำเอาความปรารถนาดีของชาวไทยไปสู่ประเทศเจ้าภาพ
และของประเทศเจ้าภาพสู่ประเทศไทย
พร้อมทั้งหารือแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือบางประการเท่าที่จะทำได้.."
"สำหรับประเทศจีนนี้ การต้อนรับของเขาก็เหมือนคนไทยรับแขก คือ
ดูแลทุกข์สุขของเราทุกอย่าง และไม่ได้บังคับขู่เข็ญแต่ประการใด
ผู้ทีกินหมาและตุ๊กแกก็ด้วยสมัครใจ ไม่ได้มีใครคะยั้นคะยอให้ชิมเหมือนบางแห่ง
"ตอนกลางคืนหมาเห่าจนดึก ข้าพเจ้าใจหายแทนหมา กลัวจะถูกกินพรุ่งนี้!
"พูดถึงหมา ป้าไลบอกว่า ไม่ควรเรียกว่าหมาต้มเค็ม ควรเรียกว่าหมาพะโล้
เพราะใส่เครื่องพะโล้ กลิ่นหอม ๆ
ถ้าต้มเค็มก็ไม่ใส่กลิ่น ป้าไลปรารภว่าหมานี่อร่อยจริง ๆ หมูนี่ยิ่งเคี่ยวยิ่งแข็ง แต่หมานุ่มดี"
เรื่องหมาและตุ๊กแกนี้ เป็นประเด็นหยอกล้อกันอยู่หลายวันในขบวนตามเสด็จ
จึงได้ทรงสรุปด้วยพระอารมณ์ขัน ปิดรายการครึกครื้นช่วงนี้ว่า
"เรื่องหมาและตุ๊กแกนี้ ข้าพเจ้าถูกพรรคพวกโจมตีหาว่าไปบอกคนจีนให้จัด
ให้รับประทาน บางคนบอกว่าตั้งแต่ออกจากปักกิ่ง ไม่มีความสุขใจเลย
เป็นความสัตย์จริงว่า ข้าพเจ้ามิได้ไปสั่งใครอย่างนั้นเลย เพียงแต่พูดเล่น ๆ
เรื่องการกินตุ๊กแกเท่านั้น
สังเกตดูฝ่ายจีนที่มากับเราจากปักกิ่ง ไม่มีใครอยากรับประทานสัตว์สองชนิดนี้เลย
ดูเหมือนว่าจะเป็นอาหารของคนใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งยูนนาน"
..............................
ท่านเป็นถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน...จะทรงใช้เวลาทรงพระสำราญเพียงใดก็ไม่เห็นแปลก....
แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อบ้านเพื่อเมือง....
การเสด็จฯ เยือนต่างประเทศในแต่ละครั้ง......
ทรงเป็นเสมือนทูตของชาติ....ที่นำความปรารถนาดีไปยังมิตรประเทศ.......
คิดถึงจัง.......รักปุ้ยจ้า........

#1 By จอมบงการ on 2009-07-22 20:20